Bookmark and Share Add to Favorites     บอร์ดรวมสำหรับสมาชิกเท่านั้นที่จะเข้าได้
Mainmenu
ค้นหาสินค้า
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา

Bird Nest Coin

 

 

ปี 2018 โลกจะแสดงความชัดเจนในเรื่อง “Digital Economy” ด้วยการทำลายระบบธุรกิจที่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง (Centralized) ไปสู่รูปแบบธุรกิจที่มีการกระจายอำนาจ (Decentralized) อย่างชัดเจน และจะเป็นปีที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร,การลงทุนพลังงานสื่อและโทรคมนาคม จะทำงานอย่างยากลำบาก เพราะกฎระเบียบเดิมๆ จะไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ในโลกแห่งดิจิทัลอีกต่อไป แต่ถ้าจะยังคงใช้กฎระเบียบเดิมๆ อยู่ก็จะเป็นการล๊อคการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ เศรษฐกิจดิจิทัล

เป็นปีแห่งการพลิกผันหนักขึ้นในหลายธุรกิจ โดยเฉพาะสื่อและโทรคมนาคม และจะสะเทือนวงการธุรกิจการเงินการธนาคารอย่างมาก เพราะบริษัทเกิดใหม่     นับจากวันนี้ส่วนใหญ่จะไม่ระดมทุนด้วยวิธี IPO ภายในประเทศ

แต่จะเรื่มเข้าสู่รูปแบบใหม่ด้วยการระดมทุนแบบ ICO (Initial Coin Offering) จากผู้คนที่สนใจจากทั่วทุกมุมโลก (ถึงแม้ยังไม่ได้รับการยอมรับ) และจะไม่มีรูปแบบกายภาพที่ชัดเจนเช่นในอดีต แต่องค์กรจะทำงานแบบอัตโนมัติบนแพลตฟอร์ม Blockchain ซึ่งทำงานแบบ decentralized และจะใช้พนักงานในบริษัทจำนวนน้อยมาก

ซึ่งการทำธุรกรรมผ่านสมาร์ทโฟน ในธุรกิจรูปแบบใหม่นี้จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคเป็นจำนวนพันล้านคนทั่วโลก ไม่ใช่เพียงผู้บริโภคภายในประเทศเท่านั้น

จึงทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง   ซึ่งเทคโนโลยี Blockchain จะทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมในเรื่องของความน่าเชื่อถือที่ดีขึ้นและจะสร้างโอกาสในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปีนี้เราจะพบปรากฏการณ์การเปลี่ยนจากยุคที่อินเทอร์เนตที่สร้างสังคมข่าวสาร (Internet of information) มาสู่ยุคที่อินเทอร์เนตที่จะช่วยสร้าง ทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาล (Internet of Value) อย่างชัดเจน

เศรษฐกิจดิจิทัล  “Digital Economy” นั้น มีความหมายที่ลึกซึ่งเกินกว่าการใช้ประโยชนจากเทคโนโลยีดิจิทัลเท่านั้น

ซึ่งแก่นแท้ของมันคือการเข้ามาเปลี่ยนระบบนิเวศของทุกๆอุตสาหกรรมจากการควบคุมแบบรวมศูนย์ (Centralized) ไปสู่กระจายอำนาจ(Decentralized) ในการผลิตและกระจายความเป็นอิสระให้ประชาชนมีสิทธิในการผลิตสิ่งที่มีมูลค่าได้ด้วยตัวเอง และสามารถทำธุรกรรมกันเองโดยไม่ต้องมีตัวกลาง ซึ่งเทคโนโลยีในอดีตไม่สามารถทำได้

แต่ในปัจจุบันและในอนาคตอัน ใกล้ เทคโนโลยีดิจิทัล สามารถทำให้เกิดการสร้างมูลค่าจากอากาศได้อย่างน่าอัศจรรย์ดังเช่นในหลายประเทศกำลังทำอย่างก้าวกระโดดจนทำให้ประเทศเหล่านั้นก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าวิธีคิดในการบริหารจัดการเปลี่ยนไปโดยไม่สามารถใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมๆ รวมทั้งกฎหมายเดิมๆ มาใช้ได้อีกต่อไป

 

        คนรุ่นใหม่ ซึ่งมี Lifestyle ที่ใช้ Internet ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

       จึงไม่น่ามีปัญหากับการปรับตัวมากนัก

ต่างจากคนรุ่นที่ทำงานมาก่อนหน้านั้น ซึ่งยังเป็นระบบ ANALOG แบบเดิมอยู่

ดังนั้น หากเรายังไม่เปลี่ยนเป็น “Digital Transformation” เราก็อาจจะอยู่ไม่ได้ 

เพราะนับวัน GAP ของความเร็วในโลกดิจิทัล จะทิ้งพวกระบบ ANALOG แบบเดิมไปไกลขึ้นทุกวัน

 

มันถึงเวลาที่ต้องยอมรับและปรับตัว    เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้วครับ

 

คนล้าหลัง...ต้องโดนกำจัดไป

เหมือนดั่งที่ Charles Darwin กล่าวไว้ว่า...

"สปีชีย์ที่ปรับตัวได้...ย่อมอยู่รอด"

 

คนที่ ไม่เข้าใจในโลกธุรกิจยุคใหม่

เป็นคนตามไม่ทัน...ต้องแพ้