Bookmark and Share Add to Favorites     บอร์ดรวมสำหรับสมาชิกเท่านั้นที่จะเข้าได้
Mainmenu
ค้นหาสินค้า
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา




ส่องจีนในกรณีมาเลเซีย

++++++ ธุรกิจฟาร์มรังนกเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในการให้ผลตอบแทน

ใน 2010, รังนกดิบ ที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดขายที่ประมาณ US $ 1000 - US $ 1500 ต่อกิโลกรัมในขณะที่รังนกที่ทำความสะอาด (เอาสิ่งสกปรกออก) ขายที่ประมาณ US $ 3000 – US $ 7000 สหรัฐ

จากข้อมูลพื้นฐานศุลกากรจีน, ประเทศจีนนำเข้ารังนกโดยตรงจากประเทศมาเลเซีย

·       ในปี 2008 นำเข้ารังนก จำนวน  0.379 ตัน

·       ในปี 2009 นำเข้ารังนก จำนวน  6.218 ตัน

·       ในปี 2010 นำเข้ารังนก จำนวน 8.689 ตัน อย่างไรก็ตามจากแหล่งอื่น ๆ มันก็อ้างว่าประมาณ 100 ตันรังถูกนำเข้ามาในประเทศจีนในปี 2010.

หนังสือ The Malaysian swiftlet farming industry report  ได้ตีพิมพ์ลงในฉบับเดือนกรกฎาคม 2011 เมื่อประเทศจีนเมื่อตรวจพบว่ารังนกที่นำเข้าจากมาเลเซีย  มีความเข้มข้นของไนไตรท์ สูงเกินกว่าระดับความปลอดภัย จึงห้ามนำเข้ารังนกจากมาเลเซียทำให้ราคารังนกในประเทศดิ่งลงในปลายปี 2011 และ 2012 เหลือเพียง ประมาณ US $ 500 - 600 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ กิโลกรัม

อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมการเลี้ยงนกนางแอ่นกินรังซบเซาลงเรื่อย ๆ ในขณะที่จะเป็นนักลงทุนต่างเฝ้ารอเรื่อย ๆ

จนกระทั่งในช่วงต้นเดือนเมษายน 2012  เจ้าหน้าที่มาเลเซียได้มีการเจรจากับประเทศจีนเพื่อยกเลิกมาตรการดังกล่าว จีนได้ตกลงที่จะยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้ารังนกจากมาเลเซีย   บนเงื่อนไขที่ว่าระดับไนไตรท์ยังคงอยู่ภายใน 34 ส่วนในล้าน (ppm) ในระดับมาตรฐานที่ได้รับอนุญาตจากองค์การอนามัยโลก

จีนกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ต้องผ่านการรับรอง มาตรฐานและการทดสอบผลิตภัณฑ์ RFID (RFID - Radio frequency identification) สำหรับการนำเข้าทั้งหมด ทันทีที่ทั้งสองประเทศมาถึงข้อตกลง อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงนกนางแอ่นกินรังขาว จึงเริ่มฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

 

++++แนวโน้มRFID โตในอุตสาหกรรมอาหาร

31 May 2010

นักวิเคราะห์กล่าวว่าในสหรัฐอเมริกาความต้องการเรื่องการปล่อยเชื้อโรคและการวินิจฉัยผลิตภัณฑ์สำหรับความปลอดภัยของอาหารเพิ่มสูงขึ้น 6.7% ต่อไป และในปี 2557 จะมีมูลค่า 2.29 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น RFID Tags ที่เกี่ยวข้องคาดการณ์ว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 9.2% ต่อไป ทำให้ในอีก 4 ปีหน้าจะมีมูลค่าทั้งสิ้น 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

การวิเคราะห์จาก Freedonia (บริษัทวิจัยธุรกิจ) เป็นการคาดการณ์โดยพิจารณาจากการใช้ RFID Tags ที่เพิ่มขึ้นในการจัดการสินค้าคงคลังและยังรายงานว่าตลอดป้ายบาร์โค้ดและแท็กอื่นๆ มียอดขายคงตัว เพราะจะสูญเสียตลาดไปให้กับ RFID Tags

ผู้ผลิตกำลังพัฒนาเรื่องอุณหภูมิเพื่อให้แท็กสามารถนำไปใช้ในห้องเย็นได้ หลังจากมีมาตรการเข้มงวดเรื่องการจัดเก็บอาหารทางด้านฝั่งผู้บริโภคมีความตื่นตัวเรื่องการควบคุมคุณภาพ ถิ่นกำเนิด และกระบวนการผลิตเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ผลิตใส่ใจเพื่อการผลิตอุปกรณ์ให้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทุกสายงานการผลิต

นอกจากนี้ ในสหรัฐอเมริกามีโรคภัยที่เกิดจากอาหารเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงถูกตรวจสอบด้านความปลอดภัย และจะยังคงเพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางด้านอาหารมากขึ้น จึงคาดว่า RFID Tags จะได้รับความนิยมในอุตสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในกระบวนการผลิตอาหารและเครื่องดื่มอุตสาหกรรมผลิตเนื้อสัตว์เป็นภาคอุตสาหกรรมที่ต้องเข้มงวดมากที่สุด อย่างเช่นที่ได้เคยได้ตรวจสอบกับเชื้อแบคทีเรียซาโมเนลลาและอีโคไล สารฆ่าเชื้อโรค และเครื่องมือปลอดเชื้ออื่นๆ

ISO 17367 : 2009 มาตรฐาน RFID

ในเดือนกุมภาพันธ์ มาตรฐานสากลเรื่อง RFID หรือ ISO 17367:2009 ถูกกำหนดขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นการนำ RFID ไปใช้ในซัพพลายเชน การติด RFID Tags ในผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่จะสามารถพัฒนาการบันทึกและการค้นหากระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ตลอดซัพพลายเชน

มาตรฐานนี้ใช้ได้กับทุกภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ผลิตและผู้กระจายสินค้าจะสามารถบันทึกข้อมูลและค้นหากระบวนการผลิตได้ตามมาตรฐาน ISO กำหนด

ผู้เชี่ยวชาญมาตรฐานโลกกล่าวว่าการค้นหากระบวนการผลิตเป็นสิ่งจำเป็นและการพัฒนา RFID รวมทั้งอุปกรณ์และซอฟแวร์ที่เกี่ยวข้องจะสามารถเพิ่มความปลอดภัยในอาหารและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคได้ การตรวจหากระบวนการผลิตคือการบันทึกและค้นหาผลิตภัณฑ์และข้อมูลที่เกี่ยวข้องในทุกขั้นตอนตั้งแต่กับการผลิต การจัดการ การกระจาย และการขาย

RFID ลดต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลัง

งานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยี RFID ขณะนี้มีการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในประเทศอังกฤษ ผลของการวิจัยจะนำมาใช้ประโยชน์ในการลดต้นทุนอาหารและลดการสูญเสียโดยการใบ้เป็นตัวเซนเซอร์ที่ติดอยู่ในอุปกรณ์ RFID

นักวิทยาศาสตร์และนักวิศวกรที่ Syngenta Sensors University Innovation Centre (SSUIC) กำลังพัฒนาตัวเซนเซอร์ RFID Tags ซึ่งไม่ต้องใช้แบตตอรี่ และกำลังอยู่ในขั้นพัฒนาก่อนที่จะออกสู่ตลาด

ตัวเซนเซอร์ใช้ในการบันทึกและเก็บข้อมูลระยะเวลาที่สินค้าจะเน่าเปื่อยตั้งแต่ออกมาจากฟาร์มจนถึงชั้นวางสินค้าในเวลาตามจริง สำหรับแท็กกำลังพัฒนาและจะนำไปใช้ในอีกสามปีข้างหน้านี้

Dr Bruce Grive ผู้อำนวยการ SSUIC กล่าวว่าเมื่อโครงการนี้พัฒนาเสร็จแล้วจะทำให้ลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์ลง และยังลดต้นทุนการจัดการสินค้าคงคลังตามเวลาจริง การคาดการณ์อายุของผลิตภัณฑ์จะแม่นยำมากขึ้น สำหรับผู้บริโภคจะซื้อผักและผลไม้ได้ในราคาถูกลง และบริษัทที่นำเทคโนโลยีนี้ไปลงทุนจะได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมา

ที่มา : นิตยสาร Logistics Digest พฤษภาคม 2553              มาตรฐานและการทดสอบผลิตภัณฑ์ RFID

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน