Bookmark and Share Add to Favorites     บอร์ดรวมสำหรับสมาชิกเท่านั้นที่จะเข้าได้
Mainmenu
ค้นหาสินค้า
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา




ฟาร์มนกแอ่นของไทยกับ AEC#1

 "ยุคอาเซียน-ยุคโลกาภิวัตน์

 

 

  ๑.เราจะกลายเป็น "เกาะ" ที่โดดเดี่ยว 64 ล้านคน และไม่พร้อมที่จะสื่อสาร หรือเชื่อมต่อกับใครได้"

 

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดสัมมนา "Thailand Human Vision 2020" โดยดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ปาฐกถานำ เรื่อง "ทิศทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ใน 10 ปี ข้างหน้าของประเทศไทย" ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

 

 ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า อาเซียนเราเริ่มต้นโดยมีทุนทางการเมือง ทุนทางสังคม และทุนทางจิตวิทยา สูงกว่าคนอื่น ซึ่งมหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย บอกว่า การที่ประเทศไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครนั้น เป็นจุดแข็ง และจุดขาย อีกทั้งเป็นจุดที่สามารถที่จะใช้ในการเป็นผู้นำให้กับคนอื่นได้ แต่เราเองกลับใช้เป็นข้อแก้ตัว ว่า ที่เราภาษาอังกฤษไม่ดี เพราะว่าเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร โดยข้ออ้างนี้ก็ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

 

ใน ยุคโลกาภิวัตน์ และยุคของอาเซียน สิ่งที่จำเป็นต้องมีมากที่สุดคือ ความสามารถในการแข่งขัน นั่นคือ ความเชี่ยวชาญ เก่งกาจ ทักษะในวิชาชีพของตนเอง และสามารถจะสื่อสารให้คนอื่นเข้าได้ว่า นั่นคือทิศทางและทางเดินที่จะต้องเดินร่วมกัน

 

Multi Touch skill คือการเตรียมตัวที่จะเข้าไปสู่ยุคโลกาภิวัตน์และอาเซียน 

 

สิ่งที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง เลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า คือ ความสามารถที่จะสื่อสาร เพราะต่อไปนี้เราจะไม่พูดกับคนแค่ 64 ล้านคน แต่เราต้องพูดคุยกับคน 600 ล้านคน ในเมื่อเราบอกว่า เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร ทำให้เราพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ขณะนี้ด่านหน้าของการทำสงครามการทำการค้าและเศรษฐกิจนั้นอยู่นอกประเทศ ทุกระบบเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ต้องไปโตนอกประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ก็ไปโตอยู่นอกประเทศแล้วส่งรายได้กลับเข้ามาในประเทศ

 

ฉะนั้นไม่มีทางเลือกสำหรับประเทศไทย ไม่มีทางเลือกสำหรับเศรษฐกิจไทย ไม่มีทางเลือกภาคเอกชนไทย ต้องออกไปข้างนอก

แต่ ก่อนจะออกไปก็ต้องมีการจัดทัพ ซึ่งเราต้องมองย้อนกลับที่สถาบันการศึกษา ที่เป็นแหล่งผลิตคนให้ทัพเหล่านี้ แต่ทว่าคนที่ผลิตออกไปนั้นมีความพร้อม และสามารถที่จะไปเจรจา ต่อรอง ตรวจสอบ หรือทำการตกลงซื้อขายกิจการ ควบรวม ชวนคนมาร่วมลงทุนร่วมกันเรา ทั้งหมดต้องใช้ทักษะทางด้านการสื่อสาร แต่คนไทยยังไม่อยากแสดงออก ไม่อยากต่อรอง ไม่อยากเผชิญหน้า

ฉะนั้นทั้งภาษาและทักษะการสื่อสารต้องมี ประเด็นนี้ไม่เคยเป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะเราเจรจาแต่ภายใน จะซื้อจะขายเฉพาะภายใน

 

"เรา ต้องพร้อมที่จะออกไปข้างนอก เพราะเป็นด่านหน้าที่เราต้องออกไป ซึ่งถ้าไม่ออกไปปกป้องผลประโยชน์ก็ไปเพิ่มพูนผลประโยชน์ของเราได้ แต่ปัญหาคือภาษาต่างประเทศอื่นๆ ที่นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ เช่น ภาษามาเลย์ ที่คนกว่าครึ่งของอาเซียนพูดภาษานี้

 

ใน ขณะนี้พบว่า คนพม่าเรียนปริญญาโทภาษาไทยมากกว่าคนไทยเรียนภาษาพม่า เพราะเหตุผลที่ของคนไทยว่า อยู่ใกล้ครอบครัวอบอุ่นกว่า จึงไม่อยากออกไปข้างนอก" 

 

แต่ในโลกยุคอาเซียนและยุคโลกาภิวัตน์จะไม่อนุญาตให้เราคิดอย่างนั้นได้อีกต่อไป เราจะกลายเป็น "เกาะ" ที่โดดเดี่ยว 64 ล้านคน และไม่พร้อมที่จะติดต่อสื่อสาร หรือเชื่อมต่อกับใครได้ และจุดแข็งที่เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใครนั้นก็จะกลับกลายมาเป็น "จุดอ่อน" คือ ยังไม่อยากจะเป็นเมืองขึ้นของใครตลอดไป และเราก็ไม่สามารถที่จะให้ภาษาของเราเป็นภาษาที่ยอมรับโดยทั่วไปได้ 

 

"เรา จำเป็นที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่น ความต่อเนื่อง เสถียรภาพ ความมั่นคงให้เกิดขึ้นในการจัดระบบระเบียบโครงสร้าง ภายในของเรา ภาคเอกชนมีความแก่กล้ามากๆ ที่จะสามารถทะลุทะลวงตลาดไหนก็ได้ เนื่องจากมีเทคโนโลยีที่เพียงพอ วิธีการบริหารจัดการก็ไม่แพ้คนอื่น

 

แต่ ปัญหาคือ ต้องการนโยบายที่ต่อเนื่อง มีนิติธรรม และความชัดเจนของกฎหมาย ที่สำคัญคือ ความผูกพันที่มีกับกฎหมาย ที่เมื่อลงนามแล้วต้องมีการปฏิบัติ ซึ่งถ้าไม่ต่อเนื่อง มั่นคง และยั่งยืน โดยที่มีการเปลี่ยนปรับตลอดเวลา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม จะทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถที่จะรักษาความสามารถในการแข่งขัน และไม่สามารถที่จะวางแผนการลงทุนในระยะยาวได้"

 

๒.เราจะเป็นเมืองขึ้นทางปัญญา

 

ดร.สุรินทร์ กล่าวถึงการลงทุนระยะยาวที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การวิจัย พัฒนา และการออกแบบความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเหล่านี้คือทางรอดของเศรษฐกิจไทย

 

"ภาคเอกชนมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ต้องการการสนับสนุน และการประคองของรัฐ ให้มีนโยบายที่ชัดเจน 0.24%ของรายได้ประชาชาติที่ใช้สำหรับการวิจัยนั้นยังน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี ฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องเป็นเมืองขึ้นทางปัญญา เราไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ สิทธิบัตร

 

ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องมีการลงทุน ต้องมีระเบียบวิธีที่ให้ภาคเอกชนสามารถเดินหน้าและมีความพร้อมในด้านนี้ การยกเว้นภาษี การให้ทุนเพื่อการวิจัย การส่งเสริมการวิจัย สิ่งเหล่านี้ต้องทำ

 

 นอก จากนี้ยังต้องมีการผูกโยงระหว่าง ภาคอุตสาหกรรม การผลิต กับมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกับคณะที่ทำการวิจัย เพื่อที่ผลการวิจัยจะได้สามารถนำไปใช้ ในทางปฏิบัติได้เลย

 

"โลกา ภิวัตน์กับอาเซียน แม้เราจะบอกว่า ไม่ไปไหน แต่ทั้งสองอย่างก็ต้องเดินมาหาเราเอง ฉะนั้นเราต้องสามารถที่จะแข่งขันในเวที บนพื้นที่ของเราเองด้วย และต้องออกไปข้างนอกมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจทุกเศรษฐกิจจะต้องออกไปโตต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยตลาดอยู่ข้างนอก ทรัพยากรและแรงงานอยู่ข้างนอก"

 

ดร.สุรินทร์ กล่าวถึงปัจจัยเหล่านี้ เคยทำให้เราโต 7-8% ต่อเนื่อง แต่ทุกวันนี้ร่อยหรอลงทุกวัน ฉะนั้นความสามารถในการแข่งขันของเราในรูปแบบเดิมนั้นเปลี่ยนไปหมดแล้ว แต่เรายังอยู่ในระบบเดิม รูปแบบเดิม ซึ่งต้องระวังจะไปติดกับดักที่เรียกว่า Middle income trap หรือกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ที่ประชากรมีรายได้ต่อคนต่อปีไม่ถึง10,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ

 

ซึ่งขณะนี้ไทยมีรายได้ต่อหัวต่อคนต่อปีอยู่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น

 

"ประชาคมอาเซียนมาแน่ ในอีก ปี ครึ่ง ซึ่งประเทศอื่นกำลังจะก้าวพ้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกประเทศ เราก็ไม่ได้ตามหลังคนอื่นมากนัก อยู่ในระดับกลางๆ แต่ที่แน่ๆ ถ้าไม่ลงทุนเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัย เราจะก้าวพ้นตรงนั้นได้ยาก เพราะในที่สุดแล้วเราผลิตแบรนด์ของคนอื่นขายให้คนอื่น แทนที่จะผลิตแบรนด์ของตัวเองขายให้คนอื่น"

 

 

 ฟาร์มรังนกแอ่นของประเทศไทยกับยุคอาเซียน

 

๑.มีปัญหาในด้านราคา จากราคา “รังนกไทย” ที่ขึ้นชื่อว่า ราคาแพงที่สุดในโลก จะราคาถูกกว่าเกือบทุกประเทศ หากคนในประเทศไม่ร่วมมือกัน

 

๒.มีปัญหาในด้านการประกอบธุรกิจ ผู้ประกอบการฟาร์มรังนกจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น..หรือเดือดร้อนมากขึ้น ในเรื่องสิทธิบัตร เพราะนิยม ก๊อปปี้(Copy) ทั้งเทคโนโลยี่ และการออกแบบการทำฟาร์มรังนกแอ่น จาก มาเลเซีย และอินโดนีเซีย  ต่อ ไปถ้า เจ้าของฟาร์มรังนกทั้งหลายในประเทศไทย จะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ หรือ ค่าสิทธิบัตร ให้กับเจ้าของสิทธิบัตร คือ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย

 

            ผมเคยพูดถึงเรื่องนี้ร่วม ๗ ปี แต่ไม่มีใครสนใจเลยเพราะเขาถือว่า เขามี Power ไม่ มีใครกล้าแตะ ขอโทษครับ การทำฟาร์มรังนกแอ่น จะต้องมองถึง ๑๐๐ปี ยุคพวกเราไม่มีใครกล้าแตะหรอกครับ แต่หลังจากยุคพวกเราจากไปจากโลกนี้แล้วคนรุ่นหลังเรา หล่ะครับ ทั้ง รุ่นที่๑ ส่งไปรุ่นที่๒ แทนที่เราจะสร้างความมั่งคั่งให้กับรุ่นหลังแต่เรากำลังสร้างภาระให้กับลูกหลานของเราเอง

 

 

อ่านต่อ ในตอนต่อไป

 

วิสุทธิ์

 

 

 22/8/2012

 

แสดงความคิดเห็น

บทความอื่นๆ ในหมวดเดียวกัน