Bookmark and Share Add to Favorites     บอร์ดรวมสำหรับสมาชิกเท่านั้นที่จะเข้าได้
Mainmenu
ค้นหาสินค้า
สมาชิกเข้าสู่ระบบ
User Name:
Password:
จำการล็อกอินของฉันไว้
ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน
ใสอีเมล์ที่ลงทะเบียนไว้กับเรา




วิกฤต รังนก # 2

 

 

     วิกฤต จากการกีดกันด้านการค้า..จากระบบทุนนิยม

  

ทุนนิยมจากต่างประเทศ

 ๑.จากอนุสัญญาไซเตส (CITES)

นกแอ่นกินรังถูกขึ้นชื่ออยู่ในบัญชีหมายเลข 2 ตาม   อนุสัญญาไซเตส (CITES) ซึ่งหมายความว่าประเทศที่จะส่งรังนกออกได้ต้องเป็นรังนกที่ได้มาโดยไม่ไปรบกวนประชากรในธรรมชาติหรือต้องได้จากการเพาะเลี้ยงเท่านั้น ห้ามส่งออกและนำเข้ารังนกแอ่นจากธรรมชาติโดยเด็ดขาด ยกเว้นจะต้องได้รับการอนุญาตจากอธิบดีกรมป่าไม้เท่านั้น

 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์(อังกฤษConvention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) หรือเรียกโดยย่อว่า ไซเตส (CITES) และเป็นที่รู้จักในชื่อ อนุสัญญากรุงวอชิงตัน(Washington Convention) เป็นสนธิสัญญาซึ่งเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518

ในปี พ.ศ. 2516 สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) ได้จัดการประชุมนานาชาติขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่างอนุสัญญาดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมประชุม 88 ประเทศ แต่มีผู้ลงนามรับรองอนุสัญญาฉบับนี้ทันทีเพียง 22 ประเทศ สำหรับประเทศไทยได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมด้วย แต่มาลงนามรับรองอนุสัญญาในปี พ.ศ. 2518 และให้สัตยาบันในวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2526 นับเป็นสมาชิกลำดับที่ 80 ปัจจุบัน ไซเตสมีภาคีทั้งสิ้น 177 รัฐ

 

๒.จากผลวิเคราะห์การแยกธาตุทางวิทยาศาสตร์จากห้องทดลอง..

ประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) สั่งห้ามเข้า "รังนกดิบ" อย่างเด็ดขาด

โดยอ้างถึงผล รายงานการสำรวจโภคกิจเมื่อปี  พ.ศ. 2473-2474 ของ ดร. คาร์ล ซี. ซิมเมอร์แมน ศาลาแยกธาตุ กระทรวงเศรษฐการ ได้รายงานผลการวิเคราะห์ส่วนประกอบของรังนกจากจังหวัดชุมพร พบว่า มีเถ้าปูนอยู่เป็นจำนวนมาก โปรตีน ร้อยละ 49.8 ความชื้นร้อยละ 16.3 และไขมันร้อยละ 0.06

เหตุผล..เนื่องจากมีเถ้าปูนมีจำนวนมาก..

ข้อเท็จจริง ที่เป็นปรเด็นสำคัญ คือ ทั้งประเทศ อเมริกา และ จีน  ไม่สามารถ ผลิต "รังนก" เองได้..ต้องพึ่งการนำเข้าอย่างเดียว

ซึ่งเป็นนิสัยถาวรของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

 

ประเทศจีน (China) สั่งห้ามเข้า "รังนกดิบ" เนื่องจาก มาเลเซียย้อมสีรังนก เป็นรังเลือด ทำให้สารไนไตรท์ เกินมาตรฐาน

          นายไพจิตร วิบูลย์ธนสาร อัครราชทูตฝ่ายพาณิชย์ สำนักงานพาณิชย์ ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวถึงกรณีที่ทางการจีนสั่งห้ามนำเข้ารังนกในระดับรุนแรง เนื่องจากเมื่อปลายปี 2554 มีการตรวจพบสารไนไตรท์เกินมาตรฐานในรังนกเลือด จึงสันนิษฐานว่า รังนกเลือดนี้เป็นของปลอม ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบพบก็เหมารวมทุกประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย สั่งห้ามนำเข้าทั้งหมด โดยคุมเข้มคั้งแต่การตรวจค้นกระเป๋าผ่านด่านเข้าประเทศ ซึ่งหากพบจะทำการยึดทันที เพราะขณะนั้น (มกราคม 2555) มีปัญหาเรื่องไข้หวัดนกด้วย

          ทั้งนี้ หลังจากมาตรการของทางการจีนออกมา ทางกระทรวงเกษตรฯ กับสำนักงานเพื่อตรวจสอบ กักกัน และกำกับดูแลคุณภาพแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ได้ออกมาประกาศเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ห้ามนำเข้ารังนกที่มีสารไนไตรท์เกิน 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่ปรากฏว่า รังนกส่วนใหญ่ที่นำเข้านั้น มีสารดังกล่าวสูงเกินไปทั้งนั้น

          นอกจากนี้ นายไพจิตร ยังกล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับทางการจีนเพื่อแก้ปัญหา โดยกำหนดขั้นตอน กฎระเบียบอย่างชัดเจน พร้อมกับพาคณะจีนเข้าไปสำรวจจุดเก็บรังนกในไทย เพื่อขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงรังนกนางแอ่น ตีทะเบียนผู้ประกอบการ และออกใบอนุญาต ทั้งนี้ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเรียบร้อย และต้นปี 2557 ธุรกิจรังนกจะฟื้นตัวอย่างแน่นอน

 

 

๓.การกีดกันทางการค้าโดยมาตรการ ที่มิใช่ภาษีศุลกากร (NTBs) 

     ประเภทแรก มาตรการด้านปริมาณ (quantitative measures) หมายถึง มาตรการที่มีผลต่อการการจำกัดปริมาณการนำเข้าหรือการส่งออกตามกฎหมายของประเทศผู้นำเข้า เช่นการกำหนดโควตาการนำเข้าหรือการส่งออก การออกใบอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกเป็นต้น 
     ประเภทที่สอง มาตรการด้านคุณภาพ (qualitative measures) หมายถึง กฎระเบียบต่างๆที่ออกโดยรัฐบาลของประเทศผู้นำเข้าที่มีผลทำให้กระบวนการนำเข้ามีขั้นตอนมากขึ้น หรือมีต้นทุนสูงขึ้น เช่น กระบวนการหรือขั้นตอนพิธีการด้านศุลกากร การออกกฎระเบียบว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (product standards) ซึ่งบังคับให้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถส่งออกต้องได้รับการรับรองจากประเทศผู้นำเข้าก่อน หรือการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ตามกฎระเบียบของประเทศผู้นำเข้า ารตั้งเงื่อน